คู่มือบริหารภาษีลงทุนหุ้นนอกฉบับ "กันตาย" (ตอนที่ 1/3) : ลดภาษีไทยแล้วยังต้องรอด "ภาษีมรดก 40%" ของอเมริกาด้วย
การลงทุนต่างประเทศเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้เพราะผลตอบแทนที่หอมหวาน แต่บางทีเราลืมคิดเรื่อง "ภาษี" ไปหรือเปล่า วันนี้ผมจะมีชวนพูดคุยเรื่องภาษีกับท่าที่ง่ายกว่าในการลงทุนปลอดภาษีกันครับ
สวัสดีครับเพื่อนนักลงทุนทุกท่าน ซี่รี่ย์นี้ผมตั้งใจเขียนเพื่อเป็นแนวทางเบื้องต้นของคนธรรมดา, มนุษย์เงินเดือนและนักลงทุนทั่วไป ซึ่งคนที่ลงทุนมาสักพักหรือลงทุนในต่างประเทศน่าจะมีวิธีที่หลากหลายกว่านี้
ผมอยากให้ซี่รี่ย์นี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้เริ่มตระหนักถึงเรื่องภาษีมากกว่าการมองข้ามมันแล้วไปเจ็บหนักตอนท้ายเพราะเราไม่ได้วางแผนไว้
โดยแบ่งเป็น 3 เรื่องที่เป็น Main idea ของแต่ละตอนคือ
1. ความเสี่ยงที่เราคาดไม่ถึงและทางเลือกเบื้องต้น
2. วิธีการที่จะทำให้เราบริหารพอร์ตและภาษีได้ง่ายขึ้น
3. ปิดท้ายด้วยนำการจัดการภาษีมาจัดการชีวิต
แต่ ณ ตอนที่เขียนอยู่ มาตรการของทางภาครัฐเองก็ยังคงคลุมเครืออยู่ ซึ่งน่าจะได้มีการกลับมาอัพเดทกันอีกทีในอนาคตนะครับ
มาเริ่มที่ตอนที่ 1 กันเลยครับ😊
นักลงทุนในยุคนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหลายคนมีหุ้นระดับโลกอย่าง Nvidia, Microsoft หรือ Google หรือตัวอื่นๆ ถือกันติดพอร์ตอยู่เสมอ ใครไม่มีถือว่าพลาดโอกาสสร้างผลตอบแทนมหาศาล
ซึ่งในการลงทุนหุ้นต่างประเทศนี้ มีกำแพงที่ขวางเราอยู่แต่เราอาจจะมองไม่เห็นอยู่
ไม่ใช่เรื่องความรู้การลงทุน เพราะเดี๋ยวนี้เราสามารถเข้าถึงความรู้ได้ง่ายมาก
แต่เป็นเรื่องของ “กฎกติกา” หรือว่า “ภาษี” ครับ
ตั้งแต่ประกาศใหม่ของกรมสรรพากรที่ออกมาช่วงปี 2566 - 2567 ที่บอกว่า
เงินได้จากต่างประเทศที่นำกลับเข้ามาไทย (เช่นกำไรจากการขายหุ้นหรือปันผล) ในปีนั้น ต้องทำการจ่ายภาษีในปีนั้นทันที แม้ว่าจะหาได้จากปีก่อนๆ ก็ตาม
ทำให้นักลงทุนหลายคนต่างก็แขยงหุ้นต่างประเทศไปสักพักแล้วรอฟังข่าวอัพเดทจากกรมสรรพากร
บางกลุ่มกลับมาดู DR หรือ DRx กันเยอะ กับอีกส่วนก็ย้ายไป กองทุนรวมแบบ Feeder Fund กันยกใหญ่ เพราะอะไร?
เพราะมันคือ Safe Zone ของกำไรส่วนต่าง หรือ Capital Gain นั่นเอง เนื่องจากได้รับการยกเว้นภาษี
แต่ก็แน่นอนว่า การเลี่ยงภาษีที่ไทยไม่ได้แปลว่าคุณจะปลอดภัย 100% เพราะมันยังมีอีก 2 หลุมพรางใหญ่ที่รอวันให้คุณไปตกอยู่นั่นคือ
หลุมพรางค่าเงิน
หลุมพรางภาษีมรดก
แล้วทั้ง 2 หลุมนี้มันเป็นอะไรยังไง เดี๋ยวไปอ่านกันต่อเลยนะครับ 😊
#หลุมพรางที่ 1 : กับดักค่าเงิน (Currency Risk)
ก่อนที่เราไปลงทุนต่างประเทศ ทุกคนต้องรู้จักสมการนี้ก่อน
ผลตอบแทนที่แท้จริง = ผลตอบแทนจากหุ้น + ผลตอบแทนจากค่าเงิน
Profit = (Stock Return) + (Currency Return)
ยกตัวอย่าง
สมมตินาย A ซื้อหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ไว้จำนวนหนึ่ง ทำผลตอบแทนสูงมากประมาณ 15% (Stock return = 15% จดไว้ก่อน)
แต่โชคไม่เข้าข้างนาย A เท่าไหร่ ตอนที่นาย A ขายตอนนั้นค่าเงินบาทดัน “แข็งค่า” พอดีจาก 37 บาท เป็น 33 บาท (Currency Return = 33/37-1 = -10.8%)
สุดท้ายแล้วเมื่อคิดผลตอบแทนที่แท้จริง จะได้ = 15% - 10.8% = 4.2%
จะเห็นว่ากำไรหายไปเยอะเลย เวลาขายจริงเราดันมองแต่กำไรจากหุ้น แต่ลืมไปว่า มันมีเรื่องค่าเงินเข้ามาเกี่ยวด้วย
ซึ่งมันก็มีทางเลือกอื่น เช่น
ซื้อผ่าน DR หรือ DRx ซึ่งส่วนใหญ่จะบังคับ Unhedged หรือไม่ป้องกันผลการขาดทุนค่าเงิน
ซื้อผ่าน Feeder Fund หรือกองทุนไทย ที่ไปลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งเราเลือกได้ว่า
ถ้ากลัวบาทแข็ง → เลือกกองที่มีการป้องกันค่าเงิน หรือ Hedged หรือจะมี (H) ต่อท้ายชื่อกองทุน
ถ้ามองว่าบาทจะอ่อน → เลือกกองที่ไม่มีการป้องกันค่าเงินเป็น Unhedged หรือ (UH) ต่อท้ายชื่อกองทุน
กองทุนไหนไม่มีบอกต้องเข้าไปอ่านในเอกสารชี้นำเองนะครับ
ซึ่งส่วนตัวผมเอง (ณ ตอนที่เขียนบทความนี้อยู่) ชอบแบบ Hedged เพราะค่าเงินมันผันผวนมาก เดี๋ยวลบเยอะ เดี๋ยวบวกน้อย สู้เราจ่ายค่าดำเนินการเพิ่มนิดหน่อยเทียบกัน มันสบายใจกว่า
#หลุมพรางที่ 2 : กับดักภาษีมรดก (U.S. Estate Tax)
เรื่องนี้นักลงทุนอย่างเราๆ รู้น้อยมาก แต่โดนทีเจ็บหนักที่สุด เนื่องจาก
ถ้าคุณเป็นคนที่เปิดพอร์ตลงทุนตรงและถือครองสินทรัพย์ของประเทศอเมริกา เช่น หุ้นรายตัว หรือ ETF ที่จดทะเบียนในอเมริกา ในกฎหมายภาษีมรดก ระบุว่า “คนต่างชาติ (Non-Resident) จะได้รับสิทธิ์ยกเว้นภาษีมรดกกรณีเสียชีวิตเพียง $60,000 แรกเท่านั้น”
ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าเราตายไปแล้ว
เดี๋ยวผมจะค่อยๆ เล่าให้เห็นภาพ
นาย B สะสมหุ้นมาทั้งชีวิต มูลค่าพอร์ตตอนนั้น 10 ล้านบาท (ตีกลมๆ ประมาณ $300,000) ตั้งใจจะส่งต่อให้ลูก แต่นาย B เสียชีวิตกระทันหัน สรรพากรของสหรัฐฯ ทำงานทันที
สินทรัพย์นาย B ถือครอง = $300,000
หักส่วนยกเว้น = $60,000 โดยประมาณ
ยอดที่ต้องเสียภาษีจริง = 300,000 - 60,000 = $240,000
หักภาษีมรดก (ตีเฉลี่ย 30%) = 240,000 x 30% = $72,000 หรือประมาณ 2.4 ล้านบาท!
เงินที่ลูกนาย B ได้รับจริงหายไปแล้ว 1 ใน 4 ยังไม่รวมค่านายหน้าและความยุ่งยากในการทำฟอร์ม 706-NA หรือฟอร์มหลักฐานการเสียภาษีมรดกอีก (ถ้าเป็นกองทุนไทยต้องไปลุ้นภาษีมรดกของไทยถ้าพอร์ตเกิน 100 ล้านบาท แต่อเมริกาโดนแน่ๆ ตั้งแต่บาทแรกที่เกิน 2 ล้าน)
แต่มันก็มีวิธีแก้คือให้นาย B ทำประกันชีวิตทุน 2.5 - 3 ล้าน ไว้เป็นหลักค้ำประกัน ทำหน้าที่เป็นเงินสดให้ลูกเอาไปจ่ายให้กับสรรพากรสหรัฐฯ ได้โดยตรง (ซึ่งอันนั้นเดี๋ยวเอาไว้เป็นเรื่องของการบริหารภาษีมรดก)
ซึ่งถ้ามองความเสี่ยงตรงนี้แล้ว ทางรอดที่ดีที่สุดคือขนกลับมาไทยครับ เพราะการถือ DR หรือ DRx หรือ Feeder Fund ในทางกฎหมายถือว่าเรา “ถือครองสินทรัพย์ไทย” และไม่ต้องเสียภาษีมรดกสหรัฐฯ อีกแม้แต่บาทเดียว
แต่หลายคนอาจจะมีข้อโต้แย้งว่า
กองทุนไทยค่าธรรมเนียมแพง อย่างน้อยก็ 1% สะสมไป 20 ปี ก็ 20% แล้ว
งั้นผมชวนคิดมุมกลับ
ในการลงทุนเราใช้เงินมากขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุเราใช่ไหมครับ?
ในปีแรกๆ ของการลงทุน เราอาจจะลงทุนได้เดือนละ 10,000 บาท ค่าธรรมเนียม 1% ปีนึงก็ 1,200 บาท
ในปีถัดๆ ไปมีรายได้มากขึ้น เริ่มใส่เงินมากขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งกว่าค่าธรรมเนียมจะเริ่มดูแพงก็ปีท้ายๆ ของการลงทุนแล้ว
กลับกันถ้าเราลงทุนหุ้นต่างประเทศ แล้วเอากำไรกลับมามากกว่า 5 ล้านบาท ก็โดนฐานภาษีทันที 35% จากเงินที่เอากลับ
สมมติมีกำไร 10 ล้านบาท ขายเอากลับมาเป็นเงินเกษียณทั้งหมด ก็โดนภาษีฐาน 35% คิดเป็นเงิน 3 ล้านบาททันทีตามขั้นบันได เหลือเงินจริง 7 ล้านบาท (ไม่คิดพวกลดหย่อนหรืออื่นๆ จะได้เห็นภาพง่ายๆ)
ทีนี้ผมเลยลองเปรียบเทียบโดยให้ตัวอย่างเป็น 2 คนที่ลงทุนต่างกัน แต่จำนวนเงินที่เท่ากัน
นาย C ลงทุนในกองทุน Feeder Fund ที่ผลตอบแทน 8% ต่อปีโดยเฉลี่ย โดยลงทุนระยะเวลา 20 ปี ในปีแรกนาย C ลงทุนเดือนละ 10,000 บาท และในปีถัดไปจะเพิ่มเงินขึ้นเดือนละ 1,000 บาท ในอัตราค่าธรรมเนียมบริหาร (Management Fee) 1% ต่อปี ไม่มี Front-end/Back-end Fee และฟรีค่าบริหารค่าเงิน (Hedged Free)
เมื่อคิดออกมาแล้ว ณ ปีที่ 20, นาย C จะมีสินทรัพย์ทั้งหมด
เงินต้นจำนวน = 4,680,000 บาท
กำไรจากการลงทุน = 4,452,201 บาท
พอร์ตลงทุนรวมเงินต้นและกำไรรวม = 9,132,201 บาท
ค่าธรรมเนียมกองทุนรวม = 680,600 บาท
ค่าธรรมเนียมต่อมูลค่าพอร์ต = 7.5%
ค่าธรรมเนียมต่อกำไร = 15.3%
ขณะเดียวกัน
นาย D ลงทุนในหุ้นต่างประเทศที่ผลตอบแทน 8% ต่อปี โดยลงทุนระยะเวลา 20 ปีเท่ากัน เงินต้นปีแรก 10,000 บาทต่อเดือนและเพิ่มปีถัดไปเพิ่มเดือนละ 1,000 บาทเท่ากัน (กรณีนี้ผมไม่คิดขาดทุนค่าเงินนะครับ)
เมื่อคิดออกมาแล้ว ณ ปีที่ 20, นาย D จะมีสินทรัพย์ทั้งหมด
เงินต้นจำนวน = 4,680,000 บาท
กำไรจากการลงทุน = 5,424,189 บาท
พอร์ตลงทุนรวมเงินต้นและกำไรรวม = 10,104,189 บาท
ภาษีที่ต้องจ่ายถ้าขายออกมาหมดพอร์ต = 1,357,466 บาท
(กรณีปีนั้นมีแค่รายได้ตัวนี้และมีแค่ลดหย่อนส่วนตัว)
ภาษีต่อมูลค่าพอร์ต = 13.4%
ค่าธรรมเนียมต่อกำไร = 25.0%
สรุปเมื่อคิดตัวเลขออกมาแล้ว แน่นอนว่ากองไทยที่ไปลงทุนต่างประเทศกับการลงทุนตรงในปลายทางแล้ว เงินที่เราจริงแทบจะไม่ได้ต่างกันขนาดนั้น แถมยังไม่ต้องกังวลเรื่องภาษีทั้ง ภาษีกำไร (Capital Gain), ภาษีมรดก (Estate Tax), ขาดทุนจากค่าเงิน แถมยังไม่ต้องกังวลเรื่องเอกสารให้วุ่นวาย (ซึ่งสำคัญมาก)
แต่ต้องดูเรื่องค่าบริหารจัดการกองทุนให้ดี เพราะแม้ว่าเก็บเพียง 1% แต่ขนาดพอร์ตปลายทางของเราหายไปเยอะพอสมควร ถ้าอยากเจาะลึกเรื่องกองทุนรวมดัชนี ลองอ่านหนังสือ “Little Book of Common Sense Investing” เล่มนี้ดูครับ แล้วจะเข้าใจว่า “ค่าธรรมเนียม” มันมีผลกับเงินเกษียณของเราขนาดไหน
สามารถดูสรุปได้จากรูปด้านล่างอีกที
ซึ่งส่วนตัวผมมองว่า เรื่องภาษี แม้ตอนนี้มันยังไม่นิ่ง แต่เราก็ไม่ควรนิ่งนอนใจกับมัน เพราะในเมื่อเราลงทุนไปเรื่อยๆ มันเหมือนกองหิมะที่โตตามเราไปด้วยเรื่อยๆ หลายคนมักจะมองว่า
“เห้ยพี่! ตอนนั้นถ้าเราตายไปแล้ว เราก็ยังมีเงินส่งตกให้ลูกอยู่ดี” (หรือพูดแบบตรงๆ คือไม่ได้สนใจคนข้างหลัง)
หรือ “พี่! แต่เราก็มีวิธีบริหารอีกเยอะนี่”
จริงครับ แต่มันก็แค่ด้านเดียวที่ผมยกตัวอย่างมานะ ส่วนตัวใครคนไหนจะเลือกตัดสินใจยังไง อันนี้ผมไม่สามารถห้ามได้
ซึ่งผมมองว่า การลงทุนที่ดี มันต้องทำให้เรากินอิ่ม นอนหลับในตอนกลางคืน ไม่สะดุ้งตื่นมาเพราะกลัวพอร์ตจะแดง บาทแข็ง หรือแม้แต่ตอนที่เราไม่อยู่แล้วก็ตามครับ 😊
จบไปแล้วกับหัวข้อแรก เป็นยังไงกันบ้างครับ สามารถพูดคุยแล้วติชมกันได้ที่ comment เลยนะครับ หรือถ้าคิดว่ามีประโยชน์ก็ช่วยแชร์กันต่อเพื่อให้คนอื่นได้อ่านด้วยนะ 😊
เดี๋ยวบทความต่อไปผมจะมาพูดถึง
สร้างระบบบัญชีให้รอดจากการยื่นภาษีด้วยหลัก FIFO และทำไมการจดบริษัทถึง “เจ็บตัวฟรี”
Life Beyond Tax เมื่อการวางแผนภาษีคือการวางแผนชีวิต แล้วทำไม Digital Nomad ชอบตกม้าตายตอนยื่นภาษี
สามารถติดตามได้ที่ Substack เร็วๆ นี้ครับ 🤓






